วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สาระน่ารู้ เรื่อง ทางเดินอาหาร Digestic

ระบบทางเดินอาหาร

 
ระบบทางเดินอาหาร คือ การที่อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเราทำการย่อยอาหาร ที่เรารับประทานเข้าไป ซึ่งเป็นขบวนการแปรสภาพของสารอาหารจากโมเลกุลขนาดใหญ่จนเป็นโทเบกุลขนาด เล็กที่สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
ระบบทางเดินอาหารจะทำการขบวนการย่อยอาหารดังต่อไปนี้

1. เมื่ออาหารเข้าปาก
- ฟันจะทำหน้าที่บดเคี๊ยวให้อาหารมีขนาดเล็กลง
- น้ำลายจากต่อมน้ำลายช่วยย่อยอาหารจำพวกแป้งให้เป็นน้ำตาลได้ โดยน้ำลายจะเปลี่ยนอนุภาคที่ใหญ่ของแป้งให้เป็นแป้งโมเลกุลเล็กลงและน้ำตาล
- เอนไซม์ในน้ำลายเป็นสารประเภทโปรตีนซึ่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิตสร้างขี้นมาทำหน้าที่ช่วยเร่งปฏิกริยาระหว่างน้ำลายกับแป้งได้
2. หลังจากกลืนอาหาร อาหารจะลงสู่หลอดอาหาร แล้วเข้าสู่กระเพาะอาหาร
- ปกติขณะที่ไม่มีอาหารอยู่ กระเพราะอาหารจะมีขนาดประมาณ 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แต่เมื่อมีอาหารกระเพาะอาหารสามารถขยายขนาดได้อีก 10-40 เท่า
- ตอนที่กระเพาะอาหารว่าง กระเพาะจะสร้างเอนไซม์และกรดไฮโดรคลอริกออกมาเล้กน้อย แต่เมื่ออาหารเข้าสู่กระเพาะแล้ว กระเพาะอาหารจะสร้างเอมไซม์และกรดไฮโดรคลอริกมากขึ้น เพื่อใช้ในการย่อยอาหาร เอมไซน์นี้จะทำหน้าที่ย่อยโปรตีนให้มีขนาดเล็กลง แต่ยังไม่เล็กที่สุดที่จะสามารถแพร่เข้าสู่เซลล์ได้
3. อาหารจะเคลื่อนที่ต่อไปยังลำไส้เล็ก ซึ่งมีผนังไม่เรียบเป็นปุ่มปม
- ในการย่อยอาหารที่ลำไส้เล็ก มีเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยหลายชนิด บางชนิดลำไส้เล็กเป็นผู้สร้างขึ้น บางชนิดตับอ่อนเป็นผู้สร้างแล้วส่งมายังลำไส้เล็ก นอกจากนี้ยังมีน้ำดีซึ่งตับสร้างขึ้น แล้วส่งไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีซึ่งมีท่อติดต่อกับลำไส้เล็ก เมื่ออาหารผ่านเข้ามาในลำไส้เล็กก็จะมีการกระตุ้นให้น้ำดีหลั่งออกมา น้ำดีจะช่วยกระจายไขมันให้แตกตัวออกเป็นเม็ดเล็กๆ และน้ำย่อยซึ่งตับอ่อนเป็นผู้สร้างขึ้นมา จะเข้าย่อยไขมันต่อจากน้ำดี เอนไซม์ต่าง ๆ ที่ช่วยย่อยอาหารในลำไส้เล็กนี้จะทำหน้าที่ได้ดีในภาวะที่เป็นเบส เอนไซม์ต่าง ๆ นี้จะทำการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนที่ถูกย่อยมาแล้วครั้งหนึ่งต่อจากกระเพาะอาหาร และ ย่อยคาร์โบไฮเดรตที่ถุกย่อยมาแล้วครั้งหนึ่งต่อจากปาก และย่อยไขมันให้มีขนาดเล็กที่สุดที่จะเข้าสุ่เซลล์ได้
- โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันจะถูกย่อยจนเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดที่ลำไส้เล็ก จนสามารถแพร่ผ่านผนังลำไส้เล็กเข้าสู่หลอเลือดแล้วถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
4. กากอาหารที่เหลือจะเคลื่อนที่เข้าสู่ลำไส้ใหญ่
- กากอาหารจะเคลื่อนที่เข้าสู่ลำไส้ใหญ่ต่อไป ที่ผนังลำไส้ใหญ่จะมีการดูดน้ำ แร่ธาตุและวิตามิน
บางชนิดออกจากกากอาหาร ทำให้กากอาหารเหนียวและแข็ง แล้วเครื่อนไปรวมกันที่ลำไส้ใหญ่ส่วนที่เรียกว่าลำไส้ตรง ซึ่งอยู่เหนือทวารหนัก หลังจากนั้นจึงถ่ายออกมาเป็นอุจจาระ
*** สำหรับวิตามินและแร่ธาตุนั้นร่างกายไม่ต้องย่อยอีก

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การเรียนการสอนวิชา ประวัติศาสตร์ เรื่อง คำบอกช่วงเวลา

โดยคุณครู สุดารัตน์   ไชยราช   ห้อง G.2F
ไปดูภาพกิจกรรมการเรียนการสอน วิชาประวัติศาสตร์ กันค่ะ







กิจกรรมการเรียนการสอน วิชา วิทยาศาสตร์ ป.3

ทำการทดลอง  เรื่อง สมบัติของวัตถุ
โดยคุณครูอักษราภัค     ชมภาพประกอบการเรียนการสอนค่ะ
 








กิจกรรม เบ๊น & โบ๊ท

เก็บมาฝาก ...... เบ๊น  & โบ๊ท
@_@...Y_Y  ******* >_< ******  Y_Y ... @_@

การเรียนการสอน วิชา สังคมศึกษา เรื่อง สมุดบันทึกความดี

โดยคุณครู  มัลลิกา   จันทะกล
ห้อง G.3D
พร้อมรูปประกอบการเรียนการสอน






วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คุณธรรม ชั้น ป.1/3

คุณธรรม เรื่อง ความกล้าหาญ
คุณครูให้นักเรียนนั่งสมาธิ  5  นาที  
ครูเล่านิทาน เรื่อง หนูตุ๋นจอมกล้าหาญ  ให้นักเรียนฟัง  
โดย คุรครู อรวรรณ  ป.1/3
คุณครูสนทนาโต้ตอบกับนักเรียนเกี่ยวกับนิทานที่เล่าให้นักเรียนฟังพร้อมกับแง่คิดต่างๆ ที่เกี่ยวกับความกล้าหาญ



สาระน่ารู้ เรื่อง การแบ่งนิวเคลียส

การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (mitosis)
การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส เป็นการแบ่งเซลล์ เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ของร่างกาย ในการเจริญเติบโต ในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ หรือในการแบ่งเซลล์ เพื่อการสืบพันธุ์ ในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว และหลายเซลล์บางชนิด เช่น พืช 


 

การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
การแบ่งเซลล์เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ก่อนที่จะมีการแบ่งเซลล์ เซลล์จะมีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อน ระยะเวลาที่เซลล์เตรียมความพร้อมก่อนการแบ่ง จนถึงการแบ่งนิวเคลียสและไซโทพลาซึมจนเสร็จสิ้น เรียกว่า วัฏจักรของเซลล์ (cell cycle) ซึ่งพบเฉพาะการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส
     วัฏจักรของเซลล์ประกอบด้วยขั้นตอน 2 ขั้นตอน คือ
       1) ระยะอินเตอร์เฟส (interphase)  เป็นระยะที่เซลล์เตรียมตัวให้พรอ้มก่อนที่จะแบ่งนิวเคลียสและไซโทพลาซึม เซลล์ในระยะนี้ มีนิวเคลียสขนาดใหญ่ และเห็นนิวคลีโอลัสชัดเจนเมื่อย้อมสี แบ่งเป็นระยะย่อยได้ 3 ระยะ คือ
     - ระยะก่อนสร้าง DNA หรือระยะ จี1
     - ระยะสร้าง DNA หรือระยะเอส
     - ระยะหลังสร้าง DNA หรือระยะ จี2
       2) ระยะที่มีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (mitotic phase หรือ M phase)  เป็นระยะที่มีการแบ่งนิวเคลียส เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ แล้วตามด้วยการแบ่งของไซโทพลาซึม การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส อาจแบ่งได้เป็น 4 ระยะคือ
     - ระยะโพรเฟส (prophase) เป็นระยะที่นิวเคลียสยังมีเยื่อหุ้มอยู่
     - ระยะเมทาเฟส (metaphase) เป็นระยะที่เยื่อหุ้มนิวเคลียสสลายตัว
     - ระยะแอนาเฟส (anaphase) เป็นระยะที่โครโมโซมแยกกันเป็น 2 กลุ่ม
     - ระยะเทโลเฟส (telophase) เกิดการแบ่งของไซโทพลาซึมขึ้น
     2. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส (meiosis) การแบ่งเซลล์แบบนี้นิวเคลียสมีการเปลี่ยนแปลงโดยลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง เป็นการแบ่งเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ เซลล์ร่างกายของคนมีโครโมโซมอยู่ 46 โครโมโซม หรือ 23 คู่ แต่ละคู่มีรูปร่างลักษณะเหมือนกัน เรียกโครโมโซมที่เป็นคู่กันว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม (homologous chromosome) และเซลล์ที่มีโครโมโซมเข้าคู่กันได้เรียกว่า เซลล์ดิพลอยด์ (diploid cell) การแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสนี้ นิวเคลียสมีการเปลี่ยนแปลง 2 รอบ

 รายละเอียดของการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส มีดังนี้
     ระยะอินเตอร์เฟส I => ระยะไมโอซิส I ประกอบด้วย ระยะโพรเฟส I ระยะเมทาเฟส I ระยะแอนาเฟส I ระยะเทโลเฟส I => ระยะอินเตอร์เฟส II => ระยะไมโอซิส II ประกอบด้วย ระยะโพรเฟส II ระยะเมทาเฟส II ระยะแอนาเฟส II ระยะเทโลเฟส II
เพิ่มเติม http://www.lib.kmutt.ac.th

ผู้ติดตาม